แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณแม่มือใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณแม่มือใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รับประทานอย่างไรจึงจะแข็งแรง

รับประทานอย่างไรจึงจะแข็งแรง



การควบคุมน้ำหนักตัวและอาหารในช่วงตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ควรเป็นดังนี้
ระยะการตั้งครรภ์                      อายุครรภ์                        น้ำหนัเพิ่ม

ระยะแรก                                 1 ~ 3 เดือน                    1 ~ 2 กิโลกรัม
ระยะกลาง                               4 ~ 6 เดือน                      5 กิโลกรัม
ระยะหลัง                               7เดือน ~ คลอด               5 ~ 6 กิโลกรัม


เพิ่มขึ้นรวม                                                  10 ~ 15 กิโลกรัม

ว่าที่คุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวเบาหรือหนักเกินไป ควรปรึกษาคุณหมอ
เพื่อวางแผนการเพิ่ม(ลด)น้ำหนักที่เหมาะสม

ทานอย่างไรจึงจะแข็งแรง
การทานอาหารในช่วงตั้งครรภ์ก็เหมือนกับช่วงปกติ ต้องรับประทานให้ครบทั้ง 6 หมู่
ตั้งครรภ์ระยะที่ 1 ทานอาหารประเภทโปรตีน เกลือแร่และวิตามินจาก ไข่ นมสด เนื้อ ปลา
น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ เป็นต้น
ตั้งภรรภ์ระยะที่ 2 ต้องเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันโลหิตจาง เสริมวิตามิน B และแคลเซี่ยม
เพื่อช่วยการเติบโตกระดูกของทารกของครรภ์ ทานอาหารที่มีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย
300 แคลคอรี่ และโปรตีน 6 กรัม
ตั้งครรภ์ระยะที่ 3 ต้องให้ความสนใจต่อการเสริมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นพิเศษ
ว่าที่คุณแม่บางคนอาจเสริมโดยการให้ธาตุเหล็ก และทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น เช่น

เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม เพื่อเสริมโลหิตขณะตั้งครรภ์และการสูญเสียโลหิตขณะคลอดด้วย

โรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์

โรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์


ความดันโลหิตสูง และโลหิตเป็นพิษ


  • โรคแทรกซ้อนความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์จะมีอาการโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ดังนี้ 

ความดันโลหิตสูงเนื่องจากตั้งครรภ์ ไม่มีอาการโปรตีนในปัสสาวะ หลังคลอด12 สัปดาห์จะหายเป็นปกติ

  • โรคโลหิตเป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์(Pre-eclampsia)

หมายถึงอาการความดันโลหิตสูงเมื่อตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์ ขณะเดียวกันมีอาการ
“โปรตีนในปัสสาวะแทรกซ้อนด้วย (มักจะทำให้มีอาการบวมน้ำทั้งตัว)

  • eclampsia

เป็นอาการของ Pre-eclampsia ตะคริวและลมบ้าหมู พร้อม ๆกัน

  • ความดันโลหิตสูงแบบเรื้อรัง 

มีอาการความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ หรือในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์
หรือมีอาการหลัง ตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ และหลังคลอดแล้ว 12 สัปดาห์ยังไม่กลับสู่สภาพปกติ
สตรีมีครรภ์ที่มีอาการความดันโลหิตสูงต้องให้แพทย์ติดตามอย่างใกล้ชิด
ตรวจสมรรถภาพของรกอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการเติบโตของทารกในครรภ์ด้วย
ต้องพักผ่อนให้มาก ๆ ให้ระมัดระวังความดันโลหิตและการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์เป็นพิเศษ
หลีกเลี่ยงมิให้เกิดแรงกดทับ อาหารการกินต้อง รับประทานประเภทโปรตีนเป็นหลัก

ควบคุมการบริโภคเกลือ

ห่วงใยสุขภาพของคุณแม่

ห่วงใยสุขภาพของคุณแม่



เนื่องจากขณะตั้งครรภ์หรือขณะคลอดบุตรนั้น
มีเชื้อโรคบางอย่างแพร่เชื้อโดยผ่านแม่ติดต่อไปยังลูก
ดังนั้นคุณแม่ทุกท่านต้องระวังสุขภาพของตนเองอย่างมาก
เช่น หากพบว่าตนเองมีการติดเชื้อที่ช่องคลอด เชื้อไวรัสตับอับเสบบี
เชื้อซิฟิลิส หัดเยอรมัน เชื้อสเตร็ปโตรค็อกคัส กลุ่มบี (GBS)
โรคอีสุกอีใส เชื้อเอดส์ ลำไส้เป็นพิษ เป็นต้น คุณแม่ต้องรีบไปพบแพทย์
เพื่อรับการรักษา เช่นนี้ทั้งคุณแม่และทารกจึงจะมีสุขภาพที่แข็งแรง

ขอเตือนว่า ขณะตั้งครรภ์ควรระวังและรักษาสุขภาพตนเองให้มาก จึงจะไม่ได้รับเชื้อติดต่อ

ข้อควรระวัง

  • ควรทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนให้มาก
  • อย่าออกกำลังกายเหนื่อยจนเกินไป
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการไปแหล่งชุมชน
  • หากมีอาการไข้ รีบไปพบแพทย์ทันที


ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่(2)

ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่(2)


สถานการณ์อันตรายที่ควรระวัง

  • เลือดออกในช่องคลอด (ไม่ว่าจะมากหรือน้อย)
  • ปวดหัวตลอดเวลา
  • ปวดท้องตลอดเวลา
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนตลอดเวลา
  • เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน
  • การมองเห็น ไม่ชัดเจน
  • บริเวณหน้าและมือ บวมขึ้น
  • ปริมาณปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน หรือขณะปัสสาวะเจ็บที่ช่องคลอดและรู้สึกแสบร้อน
  • ไม่มีการเคลื่อนไหวของเด็กในครรภ์หรือน้อยลงมาก
  • น้ำคร่ำไหลออกจากช่องคลอดไม่หยุด (สังสัยว่าน้ำคร่ำแตก)
  • ปวดเอวปวดหลังตลอดเวลา บริเวณท้องแข็งขึ้น

ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่

ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่



น้ำเมือกในช่องคลอดมีปริมาณมากขึ้น

วิธีแก้ปัญหา

  •  อาบน้ำฝักบัวทุกวัน
  • หลังจากเข้าห้องน้ำแล้ว ใช้กระดาษชำระทำความสะอาดจากช่องคลอดไปยังก้น
  • อย่าใส่กางเกงหรือถุงน่องที่คับจนเกินไป
  • กางเกงชั้นในควรเป็นผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดีรวมทั้งแผ่นรองซับด้วย
  • หากมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน มีกลิ่น ต้องปรึกษาแพทย์

การปรับตัวให้เหมาะสมสำหรับคุณแม่

การปรับตัวให้เหมาะสมสำหรับคุณแม่



คุณแม่ในระยะตั้งครรภ์หากอยู่ในสภาวะที่ไม่สบาย ควรทำอย่างไร ?

ปริมาณของการปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
เหตุผล : มดลูกขยายขนาดขึ้นกดทับกระเพาะปัสสาวะ
หรือเหตุผลจากภายในจิตใจของผู้ที่ตั้งครรภ์
วิธีแก้ปัญหา : เมื่อคิดจะเข้าห้องน้ำให้ก็ให้เข้าทันที
กลางวันควรดื่มน้ำและเครื่องดื่มให้มาก

แต่หลังจากอาหารเย็นแล้วควรดื่มน้ำและเครื่องดื่มให้น้อยลง

ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่

ชีวิตประจำวันของว่าที่คุณแม่



การมีเพศสัมพันธ์

ปรกติแล้วไม่มีข้อห้าม แต่สำหรับสถานการณ์ที่ตรงกับข้างล่างนี้ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์

  • ผู้ตั้งครรภ์เคยคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งก์มาก่อน
  • ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรกและช่วง 2 เดือนสุดท้าย
  • ปรากฎมีเลือดออกในช่องคลอด หรือปวดท้องเป็นต้น

การขับถ่าย
  • ขับถ่ายทุกวัน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ และไม่ควรงดน้ำหรือเครื่องดื่ม
  • กินผัก ผลไม้ให้มาก ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
  • เพื่อให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ
การดูแลสุขภาพในช่องปาก
  • หลังจากทานอาหารหรือหลังจากอาเจียน ต้องแปรงฟัน
  • หลีกเลี่ยงการอาเจียน จำไว้ว่าต้องแปรงหลังฟันให้สะอาด
  • ตั้งครรภ์ระยะแรก ระยะกลางต้องทำการตรวจช่องปาก
  • หากปรากฏว่าฟันมีปัญหา พบทันตแพทย์โดยทันที
การอาบน้ำ
  • ดีที่สุดคือการอาบด้วยฝักบัว (โดยเฉพาะตั้งครรภ์ในระยะ 2 เดือนสุดท้าย)
  • บริเวณช่องคลอด ต้องหมั่นรักษาความสะอาดและให้แห้งอยู่เสมอ

สุขภาพของคุณแม่ต้องดูแลด้วยตนเอง

สุขภาพของคุณแม่ต้องดูแลด้วยตนเอง



การสวมใส่เสื้อผ้า

  • แบบหลวมๆสบายๆ ซับเหงื่อได้ดี
  • เพื่อรักษาความสบายและความอนามัยให้กับร่างกาย
  • เลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ย กันลื่น และรู้สึกสบาย
  • สวมใส่ยกทรงตามปกติเพื่อปกป้องและกระชับเต้านม
การพักผ่อนและการนอนหลับ
  • นอนครบ 8 ชั่วโมงทุกวัน ทางที่ดีนอนกลางวันอีก30 นาที
  • เวลากลางวันหากรู้สึกเหนื่อยล้า ควรรีบพักผ่อนสักครู่
  • ตั้งครรภ์ระยะสุดท้ายควรนอนตะแคง และควรยกขาให้สูงเพื่อให้ระบบโลหิตหมุนเวียนดีขึ้นแก้ไขสภาวะขาบวมให้ดีขึ้น
การทำงานและการออกกำลังกาย
  • ไม่ควรขึ้นที่สูง แบกของหนักหรือถือของหนัก
  • ไม่ควรทำงานบ้านจนเหนื่อยเกินไป
  • ดีที่สุดควรเดินเล่นบ่อยๆ หรือทำตามคำแนะนำของแพทย์ การออกกำลังกายก่อนการคลอดบุตรนั้น ควรเลือกให้เหมาะสม


สิทธิต่างๆ และประกันสุขภาพ

สิทธิต่างๆและประกันสุขภาพ



ปัจจุบันประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ออกพระราชบัญญัติการประกันสิทธิของสตรีมีครรภ์และการคลอด
มีผลบังคับตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป สตรีทุกคนที่ประกอบอาชีพลูกจ้าง
และอาชีพอิสระมีสิทธิลาคลอดเป็นเวลา 14 สัปดาห์ โดยได้รับค่ าทดแทนเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์
ของเงินเดือน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากนายจ้าง
การประกันสุขภาพแบบพื้นฐาน (Die Grundversicherung)
เป็นการประกันที่รัฐบังคับให้ทุกคนที่ทำงาน และอาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต้องมี

การดูแลแม่และเด็ก

การดูแลแม่และเด็ก



การตรวจสุขภาพ

การตรวจสุขภาพมารดา
หลังคลอดได้ 4-6 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์หรือผดุงครรภ์โดยนัดหมายล่วงหน้า
เพื่อตรวจสุขภาพร่างกายและปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัว

การตรวจสุขภาพเด็ก
เมื่อลูกอายุได้ 4 สัปดาห์แล้วควรพาไปหากุมารแพทย์ (หมอเด็ก) หรือแพทย์ประจำบ้าน
โดยนัดหมายก่อน เพื่อตรวจสุขภาพ การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ก่อนวัยเข้าเรียนจะเป็นผลดีแก่เด็ก คือสามารถหาสาเหตุได้เร็วถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บ
หรือพบสาเหตุที่ทำให้การเจริญเติบโตหรือการพัฒนาของเด็กไม่เป็นไปตามที่ควร

การให้นมบุตร

การให้นมบุตร



นํ้านมมารดาเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือน คุณสามารถให้นมลูกได้ทุกเวลา นํ้านมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญและมีประโยชน์มาก มีสารต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งยังมีอุณหภูมิที่พอดีเหมาะกับการดูดดื่มของทารก ปราศจากสารเคมีและเป็นการประหยัดอีกด้วย ช่วงที่ให้นมบุตรมีข้อพึงระวังคือ ไม่ควรดื่มของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่หรือยาสูบ และไม่เข้าไปอยู่ในบริเวณที่สูบบุหรี่ ทานยาเฉพาะเท่าที่ได้ปรึกษาแพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์หรือเภสัชกรแล้วเท่านั้น รักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและดื่มน้ำให้มาก ๆ

หลังการคลอด

หลังการคลอด



การพักฟื้น
ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว เป็นเวลาที่ร่างกายจะค่อย ๆ
ปรับให้คืนสู่สภาพปกติ และสร้างความพร้อมที่จะผลิตนมสำหรับทารก
สตรีหลังคลอดต้องการการพักผ่อนมาก และต้องการอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

การคลอด

การคลอด



เมื่อครบกำหนดคลอด
ในช่วงสามถึงสี่สัปดาห์ก่อนคลอดจะมีอาการเจ็บเตือนบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ปวดมาก อาจมีอาการปวดหลัง ท้องอืด คล้ายๆ อาการก่อนการมีรอบเดือน ช่วงสองสามวันก่อนคลอดอาจมีน้ำเมือกหรือเลือดจางๆ ออกมา ไม่ต้องตกใจเพราะเป็นสิ่งปกติ

คุณต้องมาโรงพยาบาล หรือต้องแจ้งหรือติดต่อกับผดุงครรภ์เมื่อ
• เจ็บท้องอย่างสม่ำเสมอ
• มีน้ำคร่ำออกมา แม้จะไม่เจ็บท้องคลอดก็ตาม
• มีเลือดออก

การเลือกสถานที่คลอด

การเลือกสถานที่คลอด



การคลอดที่โรงพยาบาล
คุณต้องไปที่แผนกสูติกรรม ผดุงครรภ์หรือแพทย์ที่คุณฝากครรภ์จะเป็นผู้ ติดต่ อกับทางโรงพยาบาล ให้คุณ โรงพยาบาลหลายแห่งมีการแจ้งให้คุณทราบรายละเอียดต่าง ๆ และแนะนำให้คุณไป ดูห้องพักและห้องคลอดก่อนวันคลอด

การเตรียมคลอด

การเตรียมคลอด



ในหลักสูตรการเตรียมคลอด คุณจะได้รับความรู้มากมายเกี่ยวการตั้งครรภ์ การคลอด และการพักฟื้นหลังคลอด การให้นมบุตร การให้เวลากับลูกน้อย ฝึกการหายใจเพื่อผ่อนคลายความเครียดและความเจ็บปวดระหว่างคลอด และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอด นอกจากนี้แล้วผลดีที่ตามมาคือได้รู้จักเพื่อนร่วมหลักสูตร และมีโอกาสที่จะได้ซักถามแลกเปลี่ยนความรู้กัน หลักสูตรแบบเป็นกลุ่ม ภายในกลุ่มคุณจะได้รู้จักเพื่อนที่ตั้งครรภ์เช่นเดียวกับคุณ ได้มีโอกาสทำความรู้จัก และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในเขตต่าง ๆ ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีหลักสูตรนี้ ที่จัดขึ้นหลายภาษา คุณสามารถสอบถามว่ามีกลุ่มที่สื่อสารด้วยภาษาไทยหรือไม่ หลักสูตรอบรมแบบรายบุคคล ถ้าคุณต้องการอบรมแบบรายตัว (อาจจะเป็นที่บ้าน) ควรเลือกผดุงครรภ์ผู้ที่ทำงานอิสระ (freipraktizierende Hebamme) ถ้าต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ ควรจะสอบถามใคร สอบถามได้จากผดุงครรภ์ สำนักงานแพทย์ โรงพยาบาล การเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าว หากเป็นหลักสูตรที่จัดอบรมโดยผู้ช่วยคลอดที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ บริษัทประกันสุขภาพจะออกค่าใช้จ่ายในบางส่วน

การตั้งครรภ์ และความเปลี่ยนแปลง

การตั้งครรภ์ และความเปลี่ยนแปลง



เมื่อใดทารกน้อยจะออกมาสู่โลกภายนอก
ระยะเวลาของการตั้งครรภ์จนถึงคลอดเฉลี่ยแล้วประมาณ 40 สัปดาห์ โดยนับจากวันแรก ของประจำเดือนปกติครั้งสุดท้าย หรือ 280 วัน ไม่บ่อยนักที่ทารกจะคลอดตรงตามกำหนดนี้ ส่วนใหญ่ทารกจะคลอดก่อนหรือเลยกำหนดไปบ้าง เช่น คลอดก่อนเวลาที่กำหนดไว้ 3 สัปดาห์ หรือหลังเวลาที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าทารกคลอดเมื่อตั้งครรภ์ เพียง 37 สัปดาห์ นั่นคือการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของทารกมาก หนทาง ที่จะป้องกันปัญหานี้คือต้องสังเกตสัญญานเตือนต่างๆ ทางร่ายกายของคุณ และแจ้งให้แพทย์ หรือผดุงครรภ์ทราบเพื่อตรวจพบสาเหตุโดยเร็ว

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เมื่อคุณตั้งครรภ์

เมื่อคุณตั้งครรภ์



รอบเดือนของคุณไม่มาตามปกติ ถ้าคุณคิดว่ากำลังตั้งครรภ์ก็สามารถตรวจสอบได้ แม้
รอบเดือนจะขาดไปเพียงไม่กี่วันก็ตาม โดยซื้อเครื่องมือตรวจนี้ได้จากร้านขายยาใกล้บ้าน
หรือไปพบสูตินรีแพทย์ หรือศูนย์ให้คำแนะนำปรึกษาการวางแผนครอบครัว

การดูแลสุขภาพและการตรวจครรภ์
สุขภาพของแม่และเด็ก
การไปพบแพทย์ในระหว่างตั้งครรภ์อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่และเด็ก
คุณจะทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และความเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ทุกระยะ
หากมีปั ญหาหรือความเสี่ยงเกิดขึ้น จะได้ทราบและตัดสินใจแก้ปั ญหาได้ทันการ
ฝากครรภ์กับใคร และที่ไหน

อายุที่เหมาะสม สำหรับการตั้งครรภ์

อายุที่เหมาะสม สำหรับการตั้งครรภ์


วัยเจริญพันธ์ุในทางธรรมชาติของผู้หญิงทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีความผิดปกติใดๆของร่างกาย คืออายุจะประมาณ 15-44 ปี แต่ตามที่แพทย์ได้แนะนำว่าเราควรตัั้งครรภ์เมื่ออายุประมาณ 20-30 ปี เพราะร่างกายในขณะนั้น อยู่ในช่วงที่สมบูรณ์ที่สุด โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนมีน้อย อีกทั้งมีวุฒิภาะเพียงพอต่อการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามถ้าคุณแต่งงานชา้ ทำให้มีลูกเมื่อตอนที่มีอายุมากหรือจะด้วย้เหตุผลอื่นๆที่ต้องการ การมีบุตรเมื่ออายุมากเกิน 35 ปี อาจจะต้องมาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูความผิดปกติ เช่นการเจาะน้ำคร่ำในครรภ์ เพื่อตรวจดูโครโมโซม ในส่วนนี้ควรปรึกษาแพทย์ว่าคุณควรทำอย่างไรบ้าง